UK_banner

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

ปรับโครงสร้างหนี้!!! ทางออกหรือทางตัน กันแน่

เชื่อว่าหลายๆที่ท่านที่ไม่เคยทำธุรกิจ หรือไม่เคยกู้แบงค์มาก่อน คงจะแค่เคยได้ยิน เต็มที่ก็แค่สงสัยแล้วก็ปล่อยผ่านไป แต่สำหรับนักธุรกิจ หรือนักกู้มืออาชีพแล้ว มันคือเรื่องเป็นเรื่องตายที่เรียกได้ว่า ถึงทางแยกให้ตัดสินใจ เลือกทางซ้ายอาจตายช้า เลือกทางอาจตายเร็ว หรือไม่เลือกก็ตายอยู่ดี แปลกมั๊ยครับ แต่ข้อดีมันก็คือ สองทางเลือกแรก เรามีโอกาสเลือก เพราะเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินมักจะมีข้อเสนอมาให้เราเลือก ส่วนทางเลือกที่สามเจ้าหนี้จะเป็นคนเลือกให้ แล้วทางรอดมันอยู่ไหนเนี่ย ทำไมมีแต่ตาย ตายในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าถูกปลิดชีวิตทิ้งนะครับ แต่เป็นการตายทางเครดิตส่งผลให้เป็น NPL ย่อมาจากอะไรไปหาเองนะครับ ถ้าจะให้สรุปคำแปลสั้นๆก็แปลว่า ชักดาบ ชัดสุด!!!
ในมุมของการกู้แบงค์ การปรับโครงสร้างหนี้นั้น เจ้าหน้าที่แบงค์มักจะบอกเราว่า มันเป็นทางออกที่ดี แล้วมันจริงมั๊ย ขอตอบแบบคอนเฟิร์มว่า จริงครับ แต่มันเป็นทางออกของแบงค์หรือสถานบันการเงินครับ จากนั้นผมก็สามารถฟันธงได้อีกว่า ถ้ารอดจากการปรับโครงสร้างครั้งแรกนั้น ไม่ได้แปลว่า เครดิตคุณกลับมาปกติแล้วแบงค์จะให้เงินกู้เพิ่มครับ ฉะนั้น ไปคิดดีๆ ทีละช็อต ก่อนปรับโครงสร้าง จริงๆแล้วถ้าหากธุรกิจเรามีขนาดใหญ่ มีหุ้นอยู่ในตลาดหุ้น การปรับโครงสร้างถือว่าเป็นทางออกที่ดีสำหรับกิจการครับ เพราะผลกระทบจะเยอะ ทำให้เกิดการควบคุม ตรวจสอบอย่างหนัก นอกลู่นอกทางไม่ค่อยได้ ทำให้กิจการได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด แต่สำหรับ SMEs แล้ว ปรับแล้วรอดก็ดี ปรับแล้วตายก็ไม่เป็นไร ไม่มีใครเดือดร้อน เพราะมีเฉพาะเจ้าของกิจการกับแบงค์เท่านั้นที่เป็นคู่ชกกัน ไม่ได้เสียหายไปถึงระดับมหาชน
ทันทีที่เราผ่อนชำระเงินกู้ตามงวดช้าถึงสองงวดติดกัน จะมีเจ้าหน้าที่จากแบงค์ติดต่อมาสอบถามและเสนอการปรับโครงสร้างให้ทันที ซึ่งในขณะนั้น เจ้าของกิจการมักจะตกใจและไม่ได้มีการเตรียมทางเลือกไว้มากนัก (กรณีนี้ไม่ได้นับรวมถึงกิจการที่มีที่ปรึกษาทางกฎหมายและบัญชี แบบจ้างเต็มเวลานะครับ) เนื่องจากไม่ค่อยรู้ช่องทางด้านกฎหมายและบัญชีเท่าไรนัก ก็จะคิดแค่ว่าทำไปก่อนให้บัญชีเงินกู้ของเรากลับไปเป็นปกติก่อน (ซึ่งเจ้าหน้าที่แบงค์มักจะย้ำนักย้ำหนา) จริงๆแล้วท่านคิดผิดครับ ทันทีที่ท่านเลือกเซ็นต์สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ในสายตาแบงค์เค้านับหนึ่งทันที แล้วทางออกสำหรับช่องทางนี้ล่ะ ผมขอแนะนำให้ ปิดยอดตามจำนวนที่ค้างครับ ถึงแม้จะเข้างวดที่สามก็ตาม เรายังมีเวลาเกือบ 30 วันกว่าแบงค์จะประชุมแล้วสรุปให้เราเป็น NPL ครับ แต่ถ้าหาเงินปิดยอดเงินที่ค้างทั้งสามงวดไม่ได้ ทำงัย ลองดูกันต่อครับ
ปรับโครงสร้างหนี้ครั้งแรก แบงค์จะบอกเราครับ ว่า ให้เวลาหกเดือน หรือเก้าเดือนในการลดภาระในการผ่อนชำระต่องวด(ฟังดูดีมั๊ยครับ ช่างกรุณาเราเหลือเกิน) สมมติเราเคยต้องผ่อนชำระเดือนละเก้าหมื่นบาท แบงค์จะถามว่าซักหกหมื่นไหวมั๊ย ถ้าไหวหกเดือนผ่อนตรง บัญชีจะกลับเป็นปกติ แล้วก็จะทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้มาให้ ขอเตือน!! นะครับว่า อย่าเพิ่งผลีผลามไปรับปากเด็ดขาด ถ้ายังไม่ได้ถามว่า ในสัญญาปรับโครงสร้างหลังจากหกเดือนไปแล้ว ตัวเลขการผ่อนชำระจะเป็นยังไง หรือถ้าจะให้ดีจริงๆ ขออ่านสัญญาปรับโครงสร้างทั้งฉบับก่อนที่จะตกลงครับ แล้วท่านจะได้ตัวเลขที่ชัดเจน อาจทำให้ตาสว่างขึ้นเยอะ ว่า ไอ้คำว่า ช่วยลดภาระในการผ่อนชำระต่องวด นั้น มันมีวาระซ่อนเร้นขนาดไหน แต่เชื่อเถอะครับ ถึงรู้ก็ต้องยอมปรับครับ เพราะทางเลือกตอนนั้นคงมีไม่มากแล้วแบงค์ก็ให้เวลาคิดน้อยอยู่แล้วไม่ต้องห่วง คำขู่ว่า NPL นี่ มันน่ากลัวสำหรับกิจการมาก เพราะจะไม่สามารถกู้ได้อีก แล้วก็ไม่รู้เป็นไร ถ้าท่านกลัวท่านก็มักจะโดน แต่ถ้าท่านไม่กลัว กลายเป็นเจ้าหนี้จะเกรงใจท่าน แปลกมาก!!!
กรณีการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับแบงค์นั้น ขอท่านคิดเสมือนว่ากำลังเล่นไพ่โปกเกอร์ หรือเก้าเก ยังไงยังง้านเลยครับ ไม่ใช่ว่าคนถือไพ่น้อยจะต้องแพ้เสมอไป(ผมจึงชอบเล่นมากถึงมากที่สุด เพราะดวงจั่วไพ่ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ แต่ถ้าวางฟอร์มมีสิทธิกินตังค์ไพ่สูงครับ) ท่านต้องสังเกตลักษณะบุคลิกของผู้เจรจาด้วยนะครับ เพราะก่อนเค้าจะเรียกเราเข้าไปคุยนั้น ข้อมูลเราเกี่ยวกับทรัพย์สินและการดำเนินกิจการ รวมตลอดถึงประวัติการผ่อนชำระ อีกทั้งยังมีเครดิตบูโรล่าสุดเราอยู่ในมือ แม่เจ้า!!! จะเอาอะไรไปต่อรองกันเนี่ย เค้ารู้เราซะขนาด ถ้าจะเปรียบมวยแล้ว แบงค์เหมือนนักมวยรุ่นเฮฟวี่เวท แถมไม่จำกัดน้ำหนักซะด้วย ส่วนเรานั้น เหมือนมวยสมัครเล่น ขนาดสวมเฮดการ์ดเข้าไปแล้ววิ่งหนีอย่างเดียว ยังมีสิทธิโดนไล่ทุบน็อคคาเวทีได้ แล้วจะต่อยกันยังไง ให้มีโอกาสได้ผลตามที่เราคาดการณ์ไว้ มีครับ มันต้องมี เพียงแต่เราจะฟอร์มดีหรือป่าว ทำให้เค้าเห็นฟอร์มเราแล้วพอจะคะเนน้ำหนักหมัดเราได้มั๊ย ซึ่งธรรมชาติของนักมวยตัวใหญ่ จะเคลื่อนไหวช้า กว่าจะต่อยเราทีน่ะ เราเห็นตั้งแต่เค้าเงื้อหมัดแล้ว เรามวยเล็กน้ำหนักเบา ข้อดีของเราคือ เราไวกว่าแน่นอนไม่ต้องห่วง ถึงน้ำหนักหมัดเราจะเบาแต่ถ้าเราหาจุดอ่อนเจอ ต่อยที่เดียวซ้ำๆ เชื่อมั๊ยครับเค้าเกรงใจ ไม่ใช่เกรงกลัวนะ ขอย้ำ!!
ความรู้ใหม่ที่ผมเพิ่งทราบก็คือ ถ้าเราเป็นหนี้ NPL แบงค์จะต้องนำเงินไปสำรองเพื่อกันหนี้เสียให้กับแบงค์ชาติ (ยังไม่ได้ตรวจสอบนะครับว่า รายละเอียดปรากฎจริงแท้ขนาดไหน เพราะเข้าถึงข้อมูลยากมาก รบกวนผู้รู้ชี้แนะด้วยนะครับ) คงจะเป็นโชคของผมมากกว่าฝีมือ ที่ผมไปได้ข้อมูลตรงนี้ ทำให้ผมเห็นจุดอ่อนของมวยยักษ์ใหญ่ และแน่นอนครับ ผมต่อยจุดเดียวแน่นอน เพราะน้ำหนักหมัดเรามันเบา ต้องต่อยซ้ำๆถึงจะได้แผล แต่ถึงจะเป็นจุดอ่อน ถ้าเค้ารู้ว่ากำปั้นเราไม่มีแรงพอจะทำให้เค้าเป็นแผลได้ เค้าก็อาจจะทุบเราดิ้นตายคาเวทีได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราต้องโชว์ลีลาการหมัดให้ประทับใจคู่ชกก่อนที่จะปล่อยหมัดเด็ด แน่นอนครับ Concept แบงค์เค้าต้องการเงินดอกเบี้ยมากกว่าทรัพย์สินที่ค้ำประกันอยู่แล้ว ถ้าถึงทางตันจริงๆ เค้าถึงจะบังคับเอาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน ทางตันที่ว่านี่ก็คือ ถ้าแบงค์มองแล้วว่ากิจการเราไม่สามารถสร้างเม็ดเงินได้ ก็เสมือนกำปั้นที่ไม่มีพิษสง ฉะนั้นเราต้องฟอร์มกิจการเราให้ดีว่ากิจการเรายังสามารถสร้างเม็ดเงินอยู่นะ และน่าจะเพียงพอที่จะชำระเงินให้แบงค์ต่องวดด้วย หากแต่ข้อเสนอยังรับกันไม่ได้ คือ การจะปรับโครงสร้างทั้งที น่าจะให้ผ่อนชำระน้อยกว่าความเป็นจริงๆมากๆและให้เวลานานๆหน่อย แล้วเอาดอกเบี้ยไปทบต้นตอนที่เศรษฐกิจดี เราก็จะมีโอกาสสร้างเม็ดเงินที่มากขึ้นไปชำระด้วย หรือหากพลาดจริงๆ เมื่อเศรษฐกิจดี มูลค่าหลักทรัพย์ประกันเราก็จะมีมูลค่าสูงขึ้นด้วย เพราะแบงค์จะรับแต่หลักทรัพย์ที่เป็นที่ดิน และที่ดินไม่เคยมีมูลลดน้อยลง มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ราคาตลาดขณะเศรษฐกิจไม่ดี ราคาตลาดจะต่ำกว่าความเป็นจริงเยอะ อีกทั้งวิธีการบังคับมันมีวาระซ่อนเร้นกันอยู่แล้ว ที่ดินทำเลดีๆมูลหนี้น้อยกว่ามูลค่าที่ดินเยอะ แบงค์ก็มักจะมีเจ้าสัวในสังกัดมาตัดซื้อในราคาที่ลูกหนี้จำยอมเจ้าหนี้พอใจไปก่อนบังคับคดีเสมอ(อันนี้จากคำบอกเล่ากันมานะครับ กรุณาอย่าถามว่าใครบอก) ที่นี้ ในเรื่องการกิจการที่ยังสร้างเม็ดเงินอยู่ ถ้าเราสามารถทำให้แบงค์เชื่อได้ สังเกตนะครับผมใช้คำว่าเชื่อได้ ไม่ได้หมายความว่ามันเกิดขึ้นจริง หรือถ้าเป็นจริงอยู่แล้วก็จะดีมาก คือ ถ้าแบงค์เห็นภาพแล้วเชื่อตามที่เรานำเสนอ เค้าก็อาจให้โอกาสที่ดีกับเรา คือ ให้ข้อเสนอที่ดีกว่าลูกหนี้ทั่วไป เพราะดูโอกาสรอดแล้วโตอย่างมีอนาคต เค้าก็กอดเราไว้แน่นดั่งลูกรัก คือ พูดง่ายๆ ถ้าเห็นแววเราโต สามารถหาเงินมาเลี้ยงเค้าได้ในอนาคต เค้าก็อาจยอมประคบประหงมเราไปอีกหน่อย เพราะความเสี่ยงเค้าน้อย ที่ดินเราอยู่ในมือเค้า จะบังคับเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วยิ่งนับวันก็มูลค่าก็สูงขึ้น สูงมากกว่าดอกเบี้ยที่ถูกแบงค์ชาติกำหนดไว้อยู่แล้ว ฉะนั้นสิ่งที่สองที่เราต้องทำให้แบงค์เห็นภาพต่อไปก็คือ หลักทรัพย์เรานับวันก็จะต้องมีมูลค่ามากขึ้นและคุ้มค่าแก่การรอคอยบังคับ
เห็นมั๊ยครับว่า ทุกอย่างมันมีขั้นมีตอน อันดับแรก กิจการต้องสร้างเม็ดเงินเพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ย ถึงจะไม่คุ้มต้นก็ตามที แต่ต้องมีโอกาสเพิ่มได้ หลังจากผ่านขั้นแรก แบงค์จะเริ่มมองเห็นพิษสงหมัดของเราว่ามีพิษสงอยู่บ้าง แถมถ้าให้โอกาส แบงค์ก็จะไม่ต้องสำรองเงินให้กับแบงค์ชาติในส่วนหนี้ของเราที่คาดการณ์ว่าจะเป็น NPL Win Win ทั้งแบงค์ทั้งเรา ต่อมาก็เป็นการนำเสนอมูลค่าเพิ่มของหลักทรัพย์ค้ำประกันที่อยู่ในมือแบงค์ เราต้องหาข้อมูลชักแม่น้ำทั้งห้า ไม่ว่าโปรเจคจริง หรือที่กำลังจะเป็นโปรเจคจากข่าววงใน โดยเฉพาะเป็นโปรเจคของทางรัฐบาลที่จะทำให้เกิดผลดีต่อการเพิ่มมูลค่าของที่ดินเรา ซึ่งอยู่ในกำมือแบงค์ แต่ถ้ามันจนแต้มจริงๆ รัฐบาลไม่มีโปรเจคที่จะทำให้เกิดผลบุญมาถึงที่ดินเราได้เลย ก็อย่าเพิ่งตกใจครับ ยังมีทางออกครับ ในเมื่อไม่มีใครคิดโปรเจค เราก็คิดโปรเจคของเราเองสิครับ จะไปยากอะไร
เท่านั้นล่ะครับ คำถามไม่รู้มาจากไหนพุ่งเข้าใส่เต็มกะบาลเลย จะทำโปรเจคอะไร จะรอดมั๊ย ใครจะลงทุน เค้าจะเชื่อเหรอว่าทำได้ เดี๋ยวก็หัวเราะใส่หาว่าเราบ้า หนี้แบงค์ยังไม่เคลียร์ มีหน้ามาคิดโปรเจคในที่ดินที่ติดอยู่กับแบงค์ คำตอบคือ แล้วกฎหมายประเทศห้ามมิทราบ ไอ้เรื่องคิดโปรเจคในที่ดินที่ติดแบงค์เนี่ย เรื่องจริงเคยเกิดขึ้นมาแล้วนะครับ ไม่ใช่ไม่มี ชายไทยคนหนึ่งมีที่ดินติดแบงค์อยู่ ไม่มีเงินผ่อน โดนยึดแน่ ปรากฎว่าไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่ไปจุดธูปขอขมาปู่ย่าตายายที่ไม่สามารถรักษาทรัพย์สินที่ตกทอดมาได้ เดชะบุญ มีเจ้าสัวรายใหญ่กำลังให้นายหน้าที่ดินมาหาดูที่ดินซึ่งคาดว่าจะขยายโปรเจคใหญ่ มาบริเวณใกล้เคียง ตัวเองไม่มีความคิดอะไรเลย กิจการก็ต้องล้มไปเพราะการเมืองมัวแต่เล่นกีฬาสีกันอยู่ นายหน้าคนดังกล่าวก็ยังมีใจคุณธรรมอยู่บ้าง เลยแนะนำให้ไปจ้างคนอื่นเขียนโปรเจคให้ เพราะถ้าเราคิดเองไม่ออก แถมบางทีคิดออกแต่ก็อาจไม่เวิร์ค หรือถ้าเวิร์ค แต่นำเสนอไม่เป็นก็เท่านั้น ชายไทยดังกล่าวก็เชื่อคำแนะนำ ไปถามหาคนเขียนโปรเจค ซึ่งก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลก็ไปถามแบงค์นั่นแหระครับว่า มีใครรับเขียนโปรเจคบ้าง ส่วนใหญ่พนักงานสินเชื่อเค้าจะรู้จักเยอะไม่เชื่อลองไปถามดูสิครับ ที่ตลกกว่านั้นคืออะไรทราบมั๊ยครับ ชายไทยคนั้นบอกว่าไม่มีตังค์ค่าจ้างเขียนนะ แต่ถ้าโปรเจคผ่านได้ตังค์มา จะจ่ายเป็นค่าเขียนโปรเจค 5% อุแม่เจ้า มีคนใจดีรับเขียนให้ด้วย เพราะเค้าเป็นนักเขียนโปรเจค เค้ามองออกอยู่แล้วว่า ที่ดินมันเวิร์คมั๊ย แถมมีพรรคพวกเป็นพนักงานสินเชื่อของแบงค์ ข่าววงในกว้างแน่ว่า แบงค์ต้องการกิจการประเภทไหนในอนาคตอันใกล้ ปรากฎว่างานนี้ คนเขียนโปรเจครับงานเดียวนี้สามารถลาออกไปตั้งบริษัทเองได้ เจ้าของที่ดินสามารถหานายทุนมาช่วยลงขันเอาที่ออกจากแบงค์ แล้วไปทำเป็นกิจการโรงแรมควบคู่กับร้านอาหาร พอจะเกิดแนวทางอะไรกันบ้างมั๊ยครับ สำหรับช่วงนี้ ไว้แค่นี้ก่อนละกัน ครับเดี๋ยวจะยาวไป น่าเบื่อ!!!!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น